แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สาระน่ารู้ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สาระน่ารู้ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

13 เรื่องเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคหวัด

13 เรื่องเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคหวัด (Lisa)

อากาศเย็นทำให้เป็นหวัดง่าย ไม่ควรสั่งน้ำมูกแรงๆ พร้อมกันทั้งสองข้าง มีไข้ต้องไล่ด้วยเหงื่อ สเปรย์พ่นจมูกดีหรือไม่

ดาราสาว แคเธอรีน ซีต้า-โจนส์ เป็นหวัดและมีอาการไซนัสอักเสบจนต้องเข้าโรงพยาบาลทั้งนี้ มีข้อแนะนำมากมายเกี่ยวกับไข้หวัดน้ำมูกไหล และไอ แต่จะรู้ได้อย่างไรว่าข้อแนะนำเหล่านั้นจริงเท็จแค่ไหน โดยเฉพาะในฤดูฝนที่กำลังย่างกรายมาก็จะนำโรคหวัดมาด้วย ดังนั้น เราจึงควรเตรียมรับมือกับโรคหวัดที่มากับสายฝน

 1. อากาศเย็นๆ ทำให้คนเป็นหวัดง่าย ใช่ โดยเฉพาะเมื่อปล่อยให้เท้าเย็น เนื่องจากความเย็นจะทำให้เลือดไหลเวียนไปที่ทางเดินหายใจช้าลง อุณหภูมิที่คอหอยก็ลดต่ำลงด้วย ส่งผลให้เส้นเลือดฝอยในเยื่อบุเมือกหดตัว ทำให้เซลล์ต้านโรคเข้าไปจัดการกับเชื้อโรคได้ไม่ทันการ ไวรัสจึงเข้าไปในอวัยวะได้และเพิ่มจำนวนมากขึ้น แต่ความเย็นก็มีข้อดีคือ หากใช้ความเย็นสลับกับความร้อน (เช่น อาบน้ำ) ก็จะช่วยให้เลือดไหลเวียนดี ซึ่งจะช่วยให้เซลล์คุ้มกันขัดขวางไวรัสนักวิชาการสังเกตว่า การอบซาวน่าจะช่วยเพิ่มเม็ดเลือดขาวและช่วยกระตุ้นที-เซลล์ให้ขยันทำงานต้าน เชื้อโรค


 2. ไม่ควรสั่งน้ำมูกแรง จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนียพบว่า การสั่งน้ำมูกจะทำให้โพรงอากาศรอบจมูกหรือไซนัสเกิดการอักเสบติดเชื้อ โดยเฉพาะการสั่งน้ำมูกแรงๆ ทั้งสองข้างพร้อมกัน ดังนั้น จึงควรสั่งน้ำมูกทีละข้างเบาๆ โดยการปิดจมูกอีกข้างหนึ่งไว้ขณะสั่งน้ำมูก

 3. เจ็บคอ...ควรกลั้วคอมากกว่าดื่มชาสมุนไพร ยังไม่มีนักวิชาการทำการศึกษาอย่างจริงจังว่าสมุนไพรชนิดใดช่วยรักษาได้ แต่ทั้งสองวิธีก็ช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอได้ โดยกลั้วคอด้วยน้ำเกลือหรือน้ำดอกเก๊กฮวยอุ่นๆ เพื่อให้ความชุ่มชื้นแก่คอที่อักเสบ เพราะนอกจากจะเป็นการล้างเสมหะแล้วมันยังช่วยล้างเชื้อโรคออกจากร่าง กายอย่างอ่อนโยนด้วย ยกเว้นบริเวณคอหอยที่ลึกลงไปก็จะกลั้วคอได้ไม่ถึง แต่ช่วยได้ด้วยการดื่มชาสมุนไพร เช่น ยี่หร่า, Anise, Sage หรือหากต้องการแค่ความอุ่นร้อนก็อมลูกอมสมุนไพรเพื่อช่วยกระตุ้นน้ำลาย เนื่องจากน้ำลายมีเอนไซม์ เช่น Lysozyme ซึ่งสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ และสาร Flurbiprofen จะช่วยยับยั้งการอักเสบเมื่อรู้สึกเจ็บคอเวลากลืนน้ำลาย ดังนั้น จึงควรอมลูกอมสมุนไพรกระตุ้นน้ำลายทันทีเมื่อเริ่มมีอาการเพื่อซ่อมแซม เยื่อบุเมือกและป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย ที่สำคัญคือควรหาผ้าพันคอไว้ เพราะความอุ่นจะช่วยให้เซลล์นักฆ่าเข้าไปในเยื่อบุเมือกได้เร็วขึ้น

 4. มีไข้...ต้องไล่ด้วยเหงื่อ การเป็นไข้เป็นเรื่องธรรมชาติ เพราะการที่ร่างกายมีอุณหภูมิสูงขึ้นก็เพื่อฆ่าเชื้อไวรัส และการที่มีเหงื่อออกตั้งแต่เริ่มเป็นหวัดหรือมีไข้ ก็อาจช่วยหยุดการติดเชื้อหวัดในชั่วข้ามคืน หากต้องการให้เหงื่อออก ก็ดื่มชาสมุนไพรอุ่นร้อน เพื่อขับเหงื่อวันละ 3 ครั้ง และการนอนหลับพักผ่อนก็จะช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง แต่ถ้ามีไข้มากกว่า 39 องศาเซลเซียสเกิน 2 วัน ควรไปพบแพทย์

 5. ช่วยให้ภูมิคุ้มกันแข็งแรงถ้ารักษาช้า ไม่จริงควรรีบรักษาทันทีเมื่อรู้สึกคันคอ แต่คนไข้ส่วนใหญ่ มักเริ่มรักษาช้าเกินไป ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว เราต้องหยุดเชื้อไวรัสไม่ให้เพิ่มปริมาณมากขึ้น หากร่างกายยังมีแรงทำงานซ่อมแซมตัวเอง การแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วนเมื่อเป็นหวัดก็คือ ให้กินวิตามินซีขนาด 1-2 กรัม สังกะสี 60 มล. และซีลีเนียม 200 ไมโครกรัม เป็นเวลา 2-4 วัน

 6. คนที่มีความสุข ไม่ค่อยไอ ถูกต้อง เพราะความหวาดกลัวหรือความรู้สึกยินดีมีผลต่อกระบวนการชีวเคมีของมนุษย์ ซึ่งมีผลกับจำนวนเซลล์นักฆ่าและแอนตี้บอดี้ โดยผู้เชี่ยวชาญเรื่องระบบภูมิคุ้มกันชาวเยอรมันกล่าวว่า ความเศร้าโศกเสียใจ ท้อแท้ หรือความเครียดเรื้อรัง จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ และจากการศึกษาของมหาวิทยาลัย Pittsburgh ในประเทศเยอรมนีพบว่า ความเครียดที่เกิดจากปัญหาครอบครัวหรือการตกงานเป็นสาเหตุที่เสี่ยงต่อการ เป็นโรคหวัดมากที่สุดและยังทำให้กลไกของร่างกายทำงานผิดปกติด้วย โดยปกติคนที่ติดเชื้อมักอารมณ์เสียและอยากอยู่ตามลำพัง ซึ่งธรรมชาติเป็นใจให้อยากอยู่คนเดียวเพื่อจะได้ไม่แพร่เชื้อโรคไปติดคนอื่น

 7. ทุกคนควรฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ไม่จริง คนที่อายุน้อยและมีสุขภาพแข็งแรงดีก็สามารถประหยัดเงินได้ แต่ผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี ควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสอินฟลู เอ็นซ่า หรือผู้ป่วยเรื้อรัง เช่น เบาหวานหรือโรคหัวใจ และหลอดเลือดก็ควรฉีดวัคซีน และควรฉีดทุกปี เพราะเชื้อไวรัสตัวนี้มีการเปลี่ยนแปลง

 8. เป็นหวัด...แพร่เชื้อได้จนถึงวันสุดท้าย ใช่แล้ว สาเหตุของโรคหวัดส่วนใหญ่มาจากเชื้อไวรัส Rhino ซึ่งจะดอดเข้ามาบริเวณทางเดินหายใจและใช้เวลาสองสัปดาห์หลังจากเริ่มติด เชื้อและแสดงอาการให้เห็นที่เยื่อบุจมูกและก่อนที่จะสังเกตได้ว่าเป็นหวัด แสดงอาการสามารถแพร่เชื้อได้มากที่สุด

 9. สเปรย์พ่นจมูก..อันตราย ความจริงก็คือยาหยอดจมูกหรือสเปรย์ที่มีสาร Xylometazolin และ Oxymetozoline สามารถใช้ได้ เพราะจะช่วยลดอาการคัดจมูก ทั้งนี้ การสูดอากาศหายใจเป็นสิ่งสำคัญมาก มิเช่นนั้นโพรงอากาศรอบจมูกและหูชั้นกลางจะอักเสบ ที่สำคัญคือ ไม่ควรใช้ยาเกินหนึ่งสัปดาห์ เหตุที่ยาพ่นจมูกมีชื่อเสียงไม่ดีก็เนื่องมาจากหากใช้เป็นเวลานานเกินไปก็จะ ทำลายเยื่อบุจมูก ทำให้คัดจมูกเรื้อรังอีกทางเลือกหนึ่งที่อ่อนโยนก็คือ การใช้สเปรย์น้ำเกลือ ซึ่งจะช่วยให้เยื่อบุจมูกชุ่มชื้น และช่วยซ่อมแซมจมูก หรือใช้สเปรย์พ่นจมูกที่มีสาร Duphorbia

 10. เราสามารถหนีไวรัสหวัดได้ ใช่ หากเราพยายามและโชคดีเราก็สามารถหลีกหนีไวรัสหวัดได้การลดการติดเชื้อก็คือ หากอยู่ในที่แออัด เช่น ในรถเมล์ โรงภาพยนตร์ ในโรงพยาบาล หรือคลินิกก็ไม่ควรหายใจทางปาก แต่ให้หายใจทางจมูก เพราะขนจมูกจะดักจับเชื้อไวรัส นอกจากนี้ เชื้อหวัดอาจติดอยู่ตามลูกบิดประตู โทรศัพท์ ปุ่มกดลิฟต์ ฯลฯ หรือเครื่องถ่ายเอกสาร ซึ่งมีเชื้อไวรัสที่มองไม่เห็นเกาะอยู่ เนื่องจากเชื้อไวรัสหวัดสามารถชีวิตอยู่ได้นานหลายชั่วโมง หากมีไวรัสหวัดแค่ 10-20 ตัวก็เพียงพอที่จะทำให้ติดเชื้อได้ ข้อแนะนำก็คือ ควรล้างมือวันละหลายๆ ครั้ง หรือใช้ครีมทามือฆ่าเชื้อโรค

 11. เป็นหวัด ห้ามออกกำลังกาย ไม่จริง หากไอหรือมีน้ำมูกไม่มากก็ออกกำลังกายโดยไม่หักโหมได้ แต่หลังออกกำลังกายต้องอาบน้ำอุ่นเพราะมันจะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายทำการ รักษาตนเอง แต่ถ้ารู้สึกป่วยมาก ต่อน้ำเหลืองบวมหรือมีไข้ก็ไม่ควรออกกำลังกาย แต่หากเริ่มเป็นหวัด ก็ให้ออกกำลังกายช้าๆ ใช้ความเร็วแค่ครึ่งหนึ่งจากที่เคยออกำลังก็พอ

 12. ซุปไก่...ช่วยต้านหวัด ซุปไก่เป็นยาพื้นบ้าน (ควรเป็นไก่ปลอดสารเร่งการเจริญเติบโต) โบราณของชาวเยอรมัน เนื่องจากไก่มีสารหลากหลายชนิด เช่น สังกะสี ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้ไวรัสหวัดเพิ่มจำนวนมากขึ้น หรือโปรตีน Cysteine จากไก่จะช่วยยับยั้งการอักเสบ ส่วนพริกหรือขิงก็มีประสิทธิภาพในการเยียวยามากขึ้น

 13. หายหวัดแล้ว...ก็จะไม่ติดหวัดอีก ไม่จริง หากหายจากโรคหวัด ก็สามารถเป็นหวัดได้อีก เพราะมีไวรัสมากกว่า 200 ชนิดที่มีส่วนทำให้เป็นหวัดได้ ดังนั้น ในทางทฤษฏี เป็นหวัดแล้วก็สามารถติดเชื้อหวัดได้อีก แต่เกราะที่จะป้องกันการติดเชื้อหวัดซ้ำก็คือการมีระบบภูมิคุ้มกันที่แข็ง แรง

คุณ เป็นหวัดเรื้อรังหรือเปล่า ถ้าคุณเป็นหวัดคัดจมูกมากกว่าหนึ่งสัปดาห์แล้วไม่หายก็อาจเกิดจากไซนัส อักเสบ แบบทดสอบนี้จะบอกว่าคุณเป็นไซนัสอักเสบหรือไม่ โดยตอบว่าใช่หรือไม่ใช่

 1. น้ำมูกมีสีเหลือง

 2. คุณปวดศีรษะอยู่

 3. คุณปวดต้นคอหรือปวดฟันบ่อย

 4.เวลาคุณก้ม จะรู้สึกมีแรงดันที่ตาหรือแก้ม

 5.คุณมักมีอาการปวดเวลากลางวัน

 6.คุณเหนื่อยหรือไม่มีแรงเรื้อรัง

 7.ไม่ค่อยรู้รสอาหาร

ถ้า คุณตอบว่า ใช่ มากข้อเท่าไหร่ ก็แสดงว่าคุณมีอาการอักเสบที่โพรงจมูก หากมีน้ำมูกข้นๆ ก็อาจช่วยได้ด้วยการใช้น้ำเกลือล้างจมูกร่วมกับการดื่มน้ำ หรือน้ำชาวันละ 2 ลิตร หากไม่ดีขึ้น ควรไปพบแพทย์

ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://board.palungjit.com/f9/13-

10 โรคชาน่ารู้

10 โรคชาน่ารู้ โดย น.พ.กฤษดา ศิรามพุช
คนไข้ที่มีอาการ “ชา” นี่น่าเห็นใจมากครับ ฟังดูเหมือนอาการชาเป็นสิ่งที่แย่น้อยกว่าอาการอื่น เช่นอาการปวด อาการลมชัก หรือช็อคไป เพราะเรามักคิดถึงอาการชาแบบ “เหน็บกิน” หรือชาเพราะอากาศหนาวจัด

แต่ชาแบบที่เป็นโรคนี่ทำให้รบกวนชีวิตประจำวันได้มากไม่แพ้อาการของโรคอื่นๆเลยครับ
ยกตัวอย่างเช่น ชาจนจับปากกาเขียนหนังสือไม่ได้, ชาจนหยิบแก้วน้ำไม่มั่นพลัดตก

ฝรั่งมีคำเรียกอาการชาอยู่หลายแบบครับ

พิน แอนด์ นีดเดิ้ล(Pin and Needle) บ้าง คือชาแบบเหน็บๆมีเจ็บยุบยิบเหมือนเวลานั่งนาน

ชาแบบ โกลฟ แอนด์ สต็อกกิ้ง
(Glove and Stocking)  บ้าง คือชาหนาๆคล้ายใส่ถุงมือถุงเท้าหยิบจับอะไรเลยพาลไม่รู้สึก

นิยามชาของฝรั่งเขาเห็นภาพดีครับ เพราะมันตรงกับอาการของโรคหลายอย่างที่ทำให้เกิดอาการ “ชา” บาโรคทำให้อาการชาเกิดแล้วเป็นนานเรียกว่าชาอย่างช้าๆ

ถ้าแย่หน่อยคือ “ชาหนักขึ้น” เรื่อยๆ
10 โรคชาน่ารู้
ชาช้าช้า มากับโรค
โรคต่อไปนี้คือโรคที่มักลากอาการชามาด้วยได้ และหลายโรคทำให้เกิดอาการชาเรื้อรังถ้าไม่ระวังให้ดีครับ มีทั้งหมดอยู่ 10 โรคด้วยกัน
1)งูสวัด เป็นไวรัสชอบชามากเพราะมันพาตัวเองเข้าไปฝังอยู่ใน “ปมประสาท” อาจทำให้ชาเป็นแถบไปได้ ผมเคยมีคนไข้เป็นงูสวัดที่ก้นเลยลามให้ชาไปถึงบริเวณขาและอวัยวะเพศจนตกอกตกใจกัน ข้อเสียของชาแบบงู(สวัด)ก็คือมันมักทิ้งอาการชาไว้ให้เราเป็นควันหลงแม้แผลจะตกสะเก็ดแล้ว

2)ไวรัสเริม เป็นญาติกับงูสวัดครับ จึงหนีไม่พ้นเส้นประสาที่ชอบ บางท่านมีเพียงอาการคันๆแสบๆแต่บางท่านก็มีอาการชาร่วมด้วย ไวรัสเริมชอบขึ้นที่ “เนื้ออ่อน” อย่างริมฝีปากกับอวัยวะสืบพันธุ์ ไม่ถึงกับอันตรายเพียงแค่ว่ามักเป็นขึ้นมาอีกบ่อยๆได้เท่านั้นเอง

3)หมอนรองทับเส้น หมอนในที่นี้ไม่ใช่หมอนทองแต่เป็นหมอนรองกระดูกที่เป็นแผ่นกระดูกอ่อนหยุ่นๆที่ปลิ้นไปมาได้เวลาที่เราก้มๆเงยๆและบิดหลัง เมื่อผิดท่าเข้าจังๆหมอนรองกระดูกจะปลิ้นผิดทางไปทับเส้น กลายเป็นอาการชาลงขาร่วมกับอาการปวด ท่านที่มีอาการชาลงขาแล้วปวดหลังขอให้นึกถึงหมอนรองบั้นเอวไว้ให้ดีครับ

4)นิ้วล็อค บ่องตงว่าเป็นโรคที่เกิดจาก “ความขยัน” ครับ โดยเฉพาะกับการ “หิ้วของ” อย่างสมัยนี้ที่นิ้วถูกรัดด้วยหูหิ้วจนเขียวคล้ำ อาการนิ้วล็อคเกิดจากปลอกรัดเอ็นหนาขึ้นจนไป “มัด” อัดนิ้วให้ล็อคอยู่อย่างนั้น ที่สำคัญคือมันไปมัดเส้นประสาทนิ้วได้จึงทำให้ชาครับ

5)พังผืดข้อมือ เป็นอาการชาที่ต้องสะบัดข้อมือกันยกใหญ่ คนไข้ที่มีพังผืดรัดข้อมือมักทำให้หยิบจับแก้วน้ำหรือของใช้ไม่สะดวก มักเกิดในผู้ที่ทำงานบ้าน,บิดข้อมือมาก,ซักผ้า,ถูบ้านหรือสับของต้องใช้ข้อมืออยู่ตลอดเวลาจะทำให้ชากลางฝ่ามือร้าวมาปลายนิ้วมือได้ พบได้ชั่วครั้งคราวใน “คุณแม่ตั้งท้อง” ด้วยครับ

6)กระดูกต้นคอ ถ้ามีปัญหาปวดบ่า ปวดไหล่ร้าวไปแขนขอให้นึกถึงกระดูกต้นคอมีปัญหาไว้ด้วยครับ มันทำให้มีอาการชาลงไปที่แขนและไปถึงบริเวณปลายมือได้ ท่านที่เคยมีอุบัติเหตุที่กระดูกต้นคอหรือยกของหนักมากมาก่อนมีโอกาสเกิดกระดูกต้นคอทับเส้นจนชาได้ครับ

7)เส้นประสาท 7 อักเสบ มีอาการชาหน้าครึ่งซีก ยังไม่พอครับพ่วงด้วยหน้าเบี้ยวอีกได้อีก อาการนี้เกิดจากความเครียดก็ได้หรือการติดเชื้อไวรัสเริมเข้าไปใน เส้นประสาทในหูก็ได้ครับ คนไข้จะไม่ชาอย่างเดียวแต่จะหลับตาไม่ได้ ยิ้มมุมปากเบี้ยว แต่โรคนี้สามารถหายได้ครับไม่ใช่อัมพฤกษ์-อัมพาตแต่อย่างใด

8 ) ขาดวิตามิน อาการชาจากการขาดวิตามินบีมักพบที่ปลายมือปลายเท้า ท่านที่ชามานานแล้วลองหาวิตามินบีปริมาณสูงรับประทานดูครับ จะเป็นวิตามินบีรวมก็ได้ ส่วนอาหารก็มีมากในข้าวกล้อง,ผักคะน้า,ธัญพืชและถั่วต่างๆครับ

9)เบาหวาน คนไข้เบาหวานที่คุมน้ำตาลไม่ดีจะมีอาการชาตามปลายมือและเท้าได้มาก หากน้ำตาลขึ้นลงบ่อยเกินไปจะทำให้เป็นแผลที่เกิดจากการชาได้ด้วย แผลเบาหวานที่เกิดจากชามักหายยาก มีโอกาสเสี่ยงเนื้อตายกว้าง(Gangrene)ได้สูงครับ

10)ไทรอยด์ต่ำ อาการต่อมไทรอยด์เป็นอีกเรื่องที่ต้องไม่มองข้ามเพราะไทรอยด์ช่วยในการเผาผลาญ การที่มันทำงานผิดปกติจะส่งผลให้เกิดอาการชาไปจนถึงเป็นเหน็บและตะคริวได้ ไทรอยด์มีส่วนคุมแร่ธาตุแคลเซียมที่มีผลกับการเป็นเหน็บชาได้ครับ

อาการชาดูเป็นเรื่องหยุมหยิมแต่ถ้าปล่อยไว้นานจะแก้ลำบากครับเพราะส่วนใหญ่เกี่ยวกับ “เส้นประสาท” จึงทำให้ถ้าเสียไปแล้วเสียเลย กลายเป็นอาการชาชั่วนิรันดร์ไป แม้ในกรณีที่ “ชาจากแพทย์” กล่าวคือถูกฉีดยาชา,บล็อกหลัง เหล่านี้ถ้ามีอาการผิดปกติเหลืออยู่ก็ควรรีบบำรุงเส้นประสาทตั้งแต่เนิ่นๆครับ เช่นกินวิตามินบี,น้ำมันปลาและหาคุณหมอเส้นประสาท เพราะแทนที่จะต้องทนชาไปนานๆก็จะช่วยร่นระยะเวลาลงมาได้

บางทีอาการชาเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับหลายท่านมาเป็นเวลานานมากจนแทบรู้สึกว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปก็อยากให้ลองแก้ดู

แม้เคยชินได้แต่อย่าให้เป็น “ชาชิน” ก็แล้วกันครับ

http://www.bangkokvoice.com/2013/07/01/bv-health-45/

วันจันทร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

เดินเท้าเปล่าบำบัดโรค

เดินเท้าเปล่าบำบัดโรค
บางช่วงเวลาเราคงลืมไปว่าเมื่อครั้งแรกเริ่มที่เราเกิดมานั้นเรามากันตัวเปล่าไม่มีเสื่อผ้าอาภรณ์ใดๆมาห่อพันกายแต่เมื่อโลกเราเรียนรู้ชีวิตที่จะต้องมีอารยะธรรมจึงเริ่มหาแพรพรรณมาปิดบังกายไว้ครอบคลุมไปถึง“เท้า” ที่แต่เดิมใช้เป็นยานพาหนะนำทางไปได้ทุกทีเรียกได้ว่าย่ำไหนก็ไปกันจากนั้นเราก็เริ่มใช้ “รองเท้า”เป็นเครื่องคั่นระหว่างเท้าเรากับพื้นดินที่เราเริ่มมองว่าเศษดินจะนำพามาซึ่ง “เชื้อโรค” ใส่กันเสียจนเพลินไม่รู้ว่าเป็นเพราะแฟชั่นที่มีมาหลากหลายหรือเปล่าจนลืมไปพาเท้าไปพักผ่อนบ่อยครั้งที่พวกมันแอบบ่นน้อยใจเว้าวอนให้มองดูเท้าบ้าง
เคยสังเกตหรือไม่ว่าคนเฒ่าคนแก่ที่เดินเท้าเปล่ามาเนิ่นนานนั้นเหตุจึงไม่เจ็บไข้ได้ป่วยหรือพยาธิไชเท้าอย่างที่เรากลัวเป็นเพราะทุกสิ่งทุกอย่างมันมีความพอดีอีกอย่างในสมัยโบราณก่อนขึ้นบ้านทุกหน้าบ้านก็จะมีที่ล้างเท้าไว้จึงช่วยลดล้างสิ่งสกปรกออกไปได้บ้าง
การพาตัวเองกลับสู่ธรรมชาติบ้างบางครั้งก็ง่ายเพียงแค่ถอดรองเท้าแล้วปล่อยให้เท้าเริงร่าไปกับพื้นดินพื้นหญ้าบ้าง
การเดินเท้าเปล่าย้ำไปบนดินในมุมมองของบางคนอาจดูว่ามันสกปรกแต่ในอีกทางมันคือการ“บำบัด” การเดินเท้าเปล่าบนดินพื้นหญ้าหรือแม้แต่หาดทรายสามารถช่วยให้ร่างกายมีสุขภาพดีขึ้นเพราะเป็นปัจจัยที่จะไปกระตุ้นให้ร่างกายเกิดความกระปรี้กระเปร่าและสดชื่น
ข้อมูลอ้างอิงจากมูลนิธิสุขภาพไทย กล่าวไว้ว่าตามหลักการแพทย์แผนโบราณของจีน“เท้า” เป็นส่วนหนึ่งของร่างกายที่รับเอาพลังจากมหาปฐพีนี้แบบเต็มๆมากกว่าอวัยวะอื่นการที่เราจะเปลือยเท้าสัมผัสกับพื้นดินซะบ้างย่อมจะทำให้ไฟธาตุในร่างกายเกิดความสมดุลช่วยเสริมสร้างพลังให้แก่ร่างกายอย่างดียิ่ง
หากสัมผัสเท้าของเราดูจะเห็นว่าที่เท้าจะมีจุดต่างๆมากมายที่มีความสัมพันธ์กับอวัยวะภายในของร่างกายฉะนั้นการเดินเท้าเปล่าจะช่วยกระตุ้นจุดต่างๆเหล่านี้ได้อย่างเต็มที่โดยเฉพาะจุดที่เรียกว่า “หย่งเฉวียน” ถ้าหากได้มีการกระตุ้นที่เหมาะสมแล้วจะส่งผลให้สมองที่มีส่วนสัมพันธ์กับไตไขสันหลังและระบบประสาทจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นช่วยทำให้การขับฮอร์โมนชนิดต่างๆในร่างกายเป็นไปอย่างสมบูรณ์ร่างกายจึงกระปรี้กระเปร่าและสดชื่นขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ใจ
แม้ว่าในแต่ละวันเราจะมีเวลาน้อยในการพักผ่อนและมีโอกาสได้สัมผัสกับธรรมชาติน้อยกว่าคนในอดีตก็สมควรยิ่งนักที่จะหาโอกาสลองทำดูในเวลาเช้าหรือเย็นก็ได้ก่อนไปทำงานหรือจะเลือกในช่วงเวลาที่ปลูกต้นไม้รดน้ำต้นไม้หรือเดินเล่นตามสวนหรือบริเวณที่เป็นพื้นดินพื้นหญ้าวันละเล็กวันละน้อยก็เป็นการดีเพราะความรู้สึกปลดปล่อยจากความวิตกกังวลในเวลาสั้นๆจะช่วยต่อไฟในตัวคุณได้ดีที่เดียว
เห็นอย่างนี้แล้วเลยไม่แปลกใจว่าทำไมคนระดับรากหญ้าหรือบรรดา“นักสู้ตีนเปล่า”ทั้งหลายจึงมีเรี่ยวแรงต่อสู้นานาอุปสรรคได้อย่างไม่ท้อถอย
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
http://board.palungjit.com/f9/เดินเท้าเปล่าบำบัดโรค-294207.html

วันอาทิตย์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ทำไมตากฝนแล้วถึงเป็นหวัด

ทำไมตากฝนแล้วถึงเป็นหวัด ?
เคยสงสัยไหมครับว่า เวลาตากฝน โดยเฉพาะเวลาศีรษะเปียกฝน
แล้ววันต่อมาเริ่มมีอาการของหวัด เช่น มีอาการจาม คัดจมูก หรือน้ำมูก วันนี้ผมมีคำอธิบาย และมีคำแนะนำเวลาตากฝน
โรคหวัด ก็คือโพรงจมูกอักเสบจากการติดเชื้อ
ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่มักจะเกิดจากไวรัส มีไวรัสเป็นร้อยชนิด
ที่ทำให้เกิดไข้หวัดได้ ไวรัสเหล่านี้ กระจายฟุ้งอยู่ในอากาศ
แล้วก็ตกลงอยู่ทีพื้น หรือเกาะอยู่ตามฝุ่น
ไวรัสเหล่านี้สามารถมีชีวิตอยู่ได้นาน ในช่วงปกติ
เราก็จะสัมผัสกัับไวรัสเหล่านี้อยู่บ้าง แต่เนื่องจากปริมาณมีไม่สูง
รวมทั้งภูมิต้านทานของร่างกาย และสภาวะแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เราจึงไม่เป็นโรคหวัด
ก่อนฝนตก มักจะมีกระแสลมที่แรง ลมเหล่านี้ จะพัดให้ไวรัสให้ฟุ้งกระจายปริมาณมากหากเราอยู่ในบริเวณนั้น ก่อนฝนตก โอกาส
ที่จะสัมผัสไวรัสในปริมาณมากก็มีมากขึ้น ดังนั้นพยายามอย่าอยู่ในที่โล่งแจ้้งโดยเฉพาะเวลาก่อนฝนตกนะครับ หรือถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ อาจใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปากปิดจมูก ในช่วงเวลานั้นก็ได้ครับ
หากเราตากฝน ศีรษะของเราก็จะเปียกฝน เชื้อโรคไม่ได้เข้าทางศีรษะนะครับ แต่การที่ศีรษะเปียกฝน จะมีผลทำให้อุณภูมิที่พื้นผิวของเยื่อบุจมูกลดต่ำลงประมาณ 1-2 องศาเซลเซียส ซึ่งอุณหภูมิระดับนี้ เหมาะสมสำหรับการแบ่งตัวของเชื้อไวรัสที่ตกค้างอยู่ในช่องจมูก ประกอบกับการสัมผัสเชื้อไวรัสปริมาณมากช่วงก่อนฝนตก ก็เลยทำให้มีไวรัสจำนวนมากบริเวณเยื่อบุจมูก ภูมิต้านทานของร่างกาย จึงไม่อาจต้านทานเชื้อเหล่านี้ได้อีกต่อไป ก็เลยเกิดการอักเสบของเยื่อบุจมูก เกิดอาการบวมของเยื่อบุจมูก ทำให้
คัดจมูก รวมทั้งเกิดการสร้างสารคัดหลั่งมากขึ้น ซึ่งก็คือน้ำมูก
นั่นเอง หากเชื้อไวรัสลุกลามไปที่ลำคอ ก็จะทำให้เกิดคออักเสบตามมาได้
นอกจากศีรษะที่เปียกฝน ที่มีผลต่ออุณหภูมิในจมูกแล้ว อุณหภูมิบริเวณมือและเท้า ก็มีผลด้วยเช่นเดียวกัน การที่รองเท้าเราเปียกน้ำ และต้องแช่อยู่ในนั้นนานๆ ก็มีผลทำให้อุณภูมิในจมูกลดลง
นำไปสู่อาการเป็นหวัดได้
วิธีการป้องกัน ไม่ให้เกิดหวัดเวลาศีรษะเปียกฝนก็คือ
หลบฝนในที่ร่มเสียก่อน รอจนฝนหยุด แล้วค่อยเดินทางต่อ
ใช้ร่มเพื่อบังศีรษะของเราไว้ หากศีรษะเปียกฝน รีบเช็ดให้แห้งเมื่อมีโอกาส ถ้าจะให้ดี สระผมไปเลยก็ได้ แล้วเช็ดหรือเป่าให้แห้งโดยเร็ว รีบทำให้ร่างกายอบอุ่น อาจแช่เท้าทั้งสองข้างในน้ำอุ่น
เพื่อช่วยเปลี่ยนอุณภูมิที่พื้นผิวของจมูก ทำให้ไม่เหมาะต่อการแบ่งตัวของเชื้อโรค รับประทานผลไม้ ที่มีวิตามินซีสูงๆ เช่น ส้ม วิตามินซี จะช่วยเสริมสร้างเซลและเนื้อเยื่อที่ถูกทำลายไป
ช่วยป้องกันการเป็นหวัดได้
วิธีการง่ายๆ เหล่านี้ ก็ทำให้คุณไม่เป็นหวัดง่ายๆ ในหน้าฝนนี้ครับ
ขอบคุณ : นพ.สมศักดิ์ หวานกิจเจริญ
http://www.mukdahanboard.com/read.php?tid=3677

วันพฤหัสบดีที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2556

สูตรสมุนไพรแก้ปวดเมื่อยคอ

สูตรสมุนไพรแก้ปวดเมื่อยคอ

อาการตกหมอนหรือคอเคล็ด ถึงแม้จะดูเป็นเรื่องไม่รุนแรงนัก แต่ก็ไม่ควรละเลย เพราะเวลานอนถือว่าเป็นเวลาพักผ่อนที่มีค่ายิ่งของคนเรา นอกจากการได้นอนหลับลึกหลับสนิทตามแบบฉบับของชีวจิตแล้ว การที่เราจะตื่นขึ้นมาเจอเช้าวันใหม่ที่สดใสโดยปราศจากความปวดเมื่อยก็เป็นอีกเรื่องที่ดีไม่น้อยใช่ไหม หากคุณเคยมีประสบการณ์นอนตกหมอน คงรู้ซึ้งถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี แต่อย่าเพิ่งกังวลใจไป เพราะเรามีวิธีธรรมชาติบำบัดอาการปวดคอ เหตุจากนอนตกหมอนมาฝากกัน แต่ก่อนอื่นเราควรรู้วิธีป้องกันไว้ก่อนดังนี้

ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

•เปลี่ยนหมอนหนุนให้เหมาะสม ไม่สูงหรือเตี้ยเกินไป ทดลองนอนดู ควรใช้หมอนที่มีความยืดหยุ่นเหมาะสม รับกับต้นคอพอดี หรืออาจจะใช้หมอนหนุนเฉพาะคอ ไม่หนุนศีรษะ หมอนดังกล่าวนี้อาจจะหาซื้อได้ หรือใช้หมอนข้างอันเล็กๆ มาหนุนแทน หมอนพิเศษนี้จะทำให้ศีรษะอยู่ในท่าพักตลอดเวลาที่เรานอน

•สำรวจท่านอนที่ถูกลักษณะ สังเกตท่านอนที่เป็นธรรมชาติที่สุด ทั้งท่านอนหงายและท่านอนตะแคง ถ้าปกติคุณนอนคว่ำ ลองเปลี่ยนท่าเป็นนอนหงายบ้าง เพราะอาการตกหมอนมักจะเกิดได้ในเวลาที่เราหลับสนิทอยู่ในท่าเดียวนานเกินไปได้

•ปรับอิริยาบถให้ถูกต้อง ไม่ว่าจะยืนหรือนั่ง พยายามให้หู ไหล่ และสะโพกอยู่ในแนวเดียวกันเพราะอาการปวดคอส่วนใหญ่เกิดจากท่าทางที่ไม่ถูกต้อง ทำให้กล้ามเนื้อเกิดความตึงเครียด เช่น ถ้าต้องนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ ปรับจอให้พอดีโดยคุณไม่ต้องก้มหน้าหรือเงยหน้าตลอดเวลาที่ใช้งานอยู่

•อย่าหนีบหูโทรศัพท์ไว้ตรงซอกคอ เพราะอาจทำให้กล้ามเนื้อบริเวณคอของคุณอ่อนล้าและคอเคล็ดได้ ถ้าต้องคุยโทรศัพท์บ่อยๆ ควรใช้หูฟังแทน

•หลีกเลี่ยงการใส่รองเท้าส้นสูง ซึ่งมีส่วนทำให้คุณปวดคอได้จากการที่กระดูกสันหลังต้องกระดกขึ้นส่งผลให้คอของคุณยื่นไปด้านหน้า

•ผ่อนคลายก่อนเข้านอน การเข้านอนในขณะที่ยังมีความเครียดอยู่ เมื่อตื่นขึ้นในตอนเช้า อาจทำให้ปวดต้นคอได้ ดังนั้น ก่อนเข้านอนควรอาบน้ำให้สะอาด ผ่อนคลายด้วยการหายใจเข้าหายใจออกลึกๆ เมื่อร่างกายเริ่มสบายขึ้นก็เข้านอนได้
แต่ถ้ามีการตกหมอนแล้วจะทำอย่างไร เรามีวิธีง่ายๆ ที่คุณสามารถทำเองได้มาแนะนำ

สมุนไพรแก้ปวดเมื่อยคอ

อาการปวดเมื่อยคอที่เกิดจากการนอนตกหมอนหรือภาวะความเครียด สามารถใช้สมุนไพรที่ออกฤทธิ์ผ่อนคลายช่วยได้ นอกจากการใช้สมุนไพรธรรมชาติจะเป็นวิธีที่ปลอดภัยแล้ว ยังช่วยปรับความสมดุลของร่างกาย เพื่อแก้ไขความเจ็บป่วยของอวัยวะต่างๆ ได้อย่างดี เริ่มต้นด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่งดังต่อไปนี้

•ใช้ใบพลับพลึงลนไฟให้ร้อนจนใบนิ่ม นำมาพันบริเวณที่ปวดคอ ทำวันละ 1-2 ครั้ง ด้วยสรรพคุณทางยาของใบพลับพลึง จึงช่วยแก้อาการปวดเมื่อยและเคล็ดขัดยอกได้

•ใช้น้ำมันมะกอกหรือน้ำมันงาทาถูนวดเบาๆ บริเวณที่ปวดนานประมาณ 15 นาที เพื่อให้น้ำมันซึมเข้าไปในผิวหนังได้มากที่สุด ทาวันละ 3 - 4 ครั้ง

•นอนแช่น้ำอุ่นที่ผสมน้ำชาจากโรสแมรี่หรือลาเวนเดอร์ (แต่ห้ามใช้โรสแมรี่ในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์)

•ก่อนนอน ลองดื่มน้ำชาคาโมไมล์ เพื่อช่วยผ่อนคลายความเครียดได้เช่นกัน

ประคบร้อนบรรเทาปวด

วิธีการประคบด้วยความร้อนจะช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อคอได้ นอกจากจะช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัวและลดอาการปวดได้แล้ว ความร้อนยังทำให้เลือดไปเลี้ยงบริเวณคอมากขึ้น จึงช่วยทำให้อาการปวดคอหายเร็วขึ้นได้ เริ่มจาก

1.แช่ผ้าขนหนูลงในอ่างน้ำร้อน (ไม่ถึงกับเดือด) พับทบแล้วบิดหมาดๆ

2.คลี่ผ้าออกวางพาดไหล่และคอหรือประคบตรงตำแหน่งที่ปวด คลุมด้วยผ้าแห้งอีกชั้น แล้วทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที ทำวันละ 2-3 ครั้ง ทั้งนี้ วิธีดังกล่าวอาจเปลี่ยนมาใช้กระเป๋าน้ำร้อนแทนได้เช่นกัน

ท่าบริหารคออย่างง่าย

บริหารคอตามขั้นตอนต่อไปนี้จะช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยคอได้ โดยนั่งให้สบายบนเก้าอี้ หายใจช้าๆ และสม่ำเสมอ ทำตามแต่ละท่าซ้ำ 6 รอบ ก่อนบริหารท่าถัดไป

1.ก้มและเงยศีรษะ ค่อย ๆ ก้มหน้าให้คางจรดกับอก แล้วเงยกลับขึ้นช้าๆ ให้มากที่สุด

2.ตะแคงซ้ายขวา หน้าตรงค่อยๆ ตะแคงซ้ายจนหูจรดไหล่ซ้าย โดยไม่ยกหรือเอียงไหล่ แล้วตะแคงขวาในลักษณะเดียวกัน

3.หันหน้าซ้ายขวา หมุนศีรษะหันหน้าไปทางซ้ายช้า ๆ โดยให้ปลายคางอยู่ในแนวเดียวกับไหล่ แล้วหมุนกลับมาด้านขวาช้าๆ

ที่สำคัญ ท่าบริหารคอทั้งสามท่านี้ ควรเริ่มต้นโดยเคลื่อนไหวช้าๆ และระมัดระวัง อย่าหักโหม และหากมีอาการปวดมากๆ ควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและรักษาให้ถูกต้อง แล้วอาการปวดคอจะไม่เป็นเหตุทำให้คุณต้องเดินคอแข็งทั้งวัน

นิตยสารชีวจิตฉบับที่ 221
http://www.cheewajit.com/articleView.aspx?cateId=9&articleId=1600

วันพุธที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2556

แถบสียาสีฟันมีความหมาย

แถบสีด้านล่างหลังหลอดยาสีฟันนั้นมีความหมาย มีสี่สี
คนไม่รู้ส่วนใหญ่คิดว่า
เขียว... วัสดุธรรมชาติ 
น้ำเงิน... วัสดุธรรมชาติ และ ยา
แดง... วัสดุธรรมชาติ และ ส่วนผสมเคมีภัณฑ์
ดำ... เคมีภัณฑ์ล้วนๆ
แต่ความจริงแล้วไม่ใช่สีที่ท้ายหลอดยาสีฟันมีชื่อเรียกว่าEge mark
มีเอาไว้ให้เครื่องหนีบตัดหลอดมองเห็นตำแหน่งที่ตัด สีจะแตกต่างกันไปแล้วแต่ยี่ห้อและความสวยงาม ไม่เกี่ยวข้องกับว่าจะทำมาจากสารเคมี
หรือวัตุดิบธรรมชาติแต่อย่างไร เห็นแชร์กันอีกครั้งเรื่องส่วนผสมของยาสีฟัน ที่จะติดแถบสีเพื่อเตือนไว้ที่ท้ายหลอด 
ก็ต้องแจ้งอีกครั้งว่าสีที่ท้ายหลอด คือตำแหน่งเอาไว้ให้เครื่องมันตัดหลอดครับ 
ไม่เกี่ยวกับส่วนผสม 
จะใช้สีอะไรก็แล้วแต่คนออกแบบหลอดว่าสีไหนที่ติดมาแล้วจะไม่เด่นจนเกิดความน่าเกลียดกับหลอดโดยรวม

อาการง่วงนอนตลอดเวลา

อาการง่วงนอนตลอดเวลา

อาการง่วงนอน ถ้าเป็นช่วงตอนหลังมื้ออาหารคงจะไม่ใช่เรื่องเเปลกเพราะหนังท้องตึงหนังตาหย่อนเป็นเรื่องธรรมดา เพราะ ออกซิเจนในเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ เพราะต้องไปช่วยระบบย่อยให้ทำงานมากขึ้นจึงเกิดอาการหาวนอนกันตลอด แต่ ถ้าระหว่างวัน จะมีสาเหตุ หลายๆ ประการทีเดียว จริงๆ ก็ขึ้นอยู่กับตอนกลางคืนได้นอนหลับสนิทไหม คิดอะไรมากมายในหัว หรือแม้กระทั่ง ที่นอนที่ไม่ดี ก็มีส่วนในการนอนจริงๆ เรามาดูหัวข้อง่ายๆ กันก่อน ว่าสาเหตุคืออะไรบ้าง

ทราบหรือไม่ว่าอาการง่วงนอนบ่อยๆ นั้นเป็นหนึ่งในอาการของโรคร้ายนานาชนิด ดังต่อไปนี้

1. โรคโลหิตจาง
อาการง่วงนอนในคนเป็นโรคโลหิตจางนี้เป็นอาการทางสมอง โดยผู้ป่วยจะมีอาการง่วงนอนบ่อย เฉื่อยชาความคิดความอ่านด้อยลง เนื่องจากร่างกายขาดเซลล์เม็ดเลือดแดงที่จะนำออกซิเจนจากปอดมาเลี้ยงเซลล์ต่างๆ ทั่วร่างกาย คุณผู้หญิงที่ง่วงเป็นประจำ โดยเฉพาะผู้หญิงที่ประจำเดือนมามาผิดปกติ ควรไปตรวจหาโรคนี้เสียหน่อยเพราะโรคนี้จะพบมากในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย

2. เบาหวาน คนที่เป็นเบาหวานมักจะง่วงนอนบ่อยๆ
เพราะระดับน้ำตาลในเลือดไม่คงที่ เพื่อให้แน่ใจว่าป่วยเป็นโรคเบาหวานหรือไม่ ควรสังเกตตัวเองด้วยว่า นอกจากง่วงบ่อยแล้ว ยังมีอาการอ่อนเพลียง่าย กระหายน้ำ หิวจัด น้ำหนักลด ปัสสาวะบ่อย ตกขาว และ สายตาพร่ามัวร่วมด้วย หรือไม่

3. โรคซึมเศร้า
โรคซึมเศร้าทำให้พลังงานในร่างกายลดลงการนอนจึงเปลี่ยนไป บ้างก็นอนไม่หลับในตอนกลางคืน หรือหลับๆ ตื่นๆ ส่งผลให้ง่วงมากในตอนกลางวัน บ้างก็มีอาการนอนมากหรือนอนน้อยเกินไป

4. ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ 
คนที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ อาการมักเริ่มด้วยการกรน แล้วตามมาด้วยอาการอ่อนเพลียและง่วงนอนในวันรุ่งขึ้น อาการจะเป็นเช่นนี้เกือบทุกวันหากง่วงนอนโดยหาสาเหตุไม่ได้แนะนำให้ไปพบแพทย์ ดังนั้นเราควรสังเกตตัวเองบ่อยๆ เป็นประจำเป็นทางหนึ่งที่ทำให้ช่วยป้องกันโรคได้ทันท่วงที

ถ้าเราทำงานตามปกติใช้ชีวิตปกติ แต่เมื่อเหนื่อยล้าจากการทำงานก็อาจง่วงได้ เป็นความง่วงปกติเป็นเรื่องธรรมชาติ กลไกตามที่เล่ามาข้างต้น คนที่เหนื่อยล้า เพลีย ง่วงปกติ ความง่วงอาจเกิดตอนบ่ายๆ บางวัน หลังกินอาหารใหม่ๆ หลังอดนอนคืนก่อนหน้านั้น แต่จะกลับเป็นปกติภายหลังการจ่ายหนี้ (Sleep debt) เมื่อได้นอนหลับสนิท (restorative sleep)

ง่วงมากเกินไป หรือ ง่วงมากผิดปกติ (excessive sleepiness) ผิดปกติแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ต้องรีบพบแพทย์ คนที่มีภาวะนี้จะตื่นยากมากจากการนอน เมื่อตื่นแล้วก็รู้สึกว่าต้องการนอนต่อไปอีก ระหว่างวันก็ต้องการงีบหลับหลายๆ ครั้ง และการงีบก็อาจเกิดขึ้นในเวลาที่ไม่เหมาะสม เช่น ในรายที่มีอาการมากขณะคุยกันก็ยังหลับได้ระหว่างกินอาหาร งีบก็แล้ว ตื่นมาก็ยังง่วงต่อไปอีก ตื่นมาก็ไม่สดชื่น (non restorative sleep) สามารถหลับในเวลากลางวันได้วันละหลายครั้ง ง่วงมากเกินไปตอนกลางวัน (excessive daytime sleepiness) คนเหล่านี้จะสามารถหลับได้ในขณะที่กำลังคุยสนทนาอยู่ หรือแม้กำลังรับประทานอาหารบางคนที่ง่วงมากขณะนอนหลับ ถ้าถูกปลุกขึ้นมาก็อาจมีอาการพูดจาสับสน นอกเหนือจากอาการง่วงแล้ว ยังหงุดหงิดง่าย วิตกกังวล ความคิดอ่านไม่แล่น ความจำไม่ดี และมีอาการซึมเศร้า ถ้าท่านมีคนรอบข้างหรือญาติพี่น้อง ลูกหลาน ง่วงมากเกินไป หรือง่วงมากผิดปกติ ขอให้ตระหนักว่าผิดปกติแน่นอน ไม่ใช่เกิดจากพฤติกรรมหรือนิสัยเกียจคร้าน หรือบุคลิกภาพส่วนตัว แต่เกิดจากโรคทางกายหรือใจ แน่นอน ต้องพบแพทย์

อะไรคือสาเหตุของการที่ง่วงมากผิดปกติ
ง่วงมากผิดปกติเกิดจากสาเหตุหลักๆ 3 ปัจจัย ที่ทำให้คุณภาพในการนอนไม่ดี หรือได้รับการนอนไม่เพียงพอ ปัจจัยแรกคือ มีหนี้สะสม ไม่สามารถเคลียร์หนี้ได้จากการตื่นตลอดเวลาหรือนอนไม่พอ ปัจจัยที่สองคือ การทำงานของนาฬิกาชีวิตหรือนาฬิกาชีวภาพอยู่ในโหมดหลับ มีแรงผลักดันทำให้หลับตลอดเวลา และ ปัจจัยที่สามคือ กลไกควบคุมของสมองที่ทำให้การเปลี่ยนโหมดหลับตื่นที่ควรจะปกติกลับผิดปกติไป

สาเหตุง่วงมากผิดปกติจากปัจจัยแรก เช่น ในภาวะอดนอนในปัจจุบันเกิดง่ายมาก นอนดึกจากการดูโทรทัศน์ ดูละครทีวีกับพ่อแม่ ติดเกม แล้วก็ตื่นเช้าไปโรงเรียนแต่เช้า เนื่องจากบ้านอยู่ไกลหรือรถติด เด็กจะง่วงแน่นอน หลับแล้วต้องตื่นบ่อยจากภาวะหยุดหายใจขณะหลับ นอนกรน ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้การหลับทำได้ไม่สนิทตอนกลางคืน การนอนไม่สามารถเข้าระยะหลับลึกได้ ผู้ใหญ่ที่มีภาวะนอนกรนและหยุดหายใจ แม่ที่เริ่มตั้งครรภ์ใหม่ 3 เดือนแรกจะนอนหลับไม่พอ จะง่วงมากผิดปกติจากการอดนอน แต่ต่อมาจะเริ่มปรับตัวได้ใน 3 เดือนต่อมา แล้วการนอนก็จะแย่ลงไปอีกในระยะก่อนคลอดหรือช่วงท้ายของการตั้งครรภ์ เนื่องจากขนาดของท้องที่ใหญ่มากและการบวมน้ำทำให้นอนมีปัญหา ถ้าแม่มีอาการนอนกรน หยุดหายใจในขณะหลับ อาการก็จะแย่ลงมากขึ้น ภายหลังคลอดแม่ส่วนใหญ่ภาวะนอนกรนจะดีขึ้น เนื่องจากยุบบวม แต่การอดนอนของคุณแม่หลังคลอดก็จะแย่ลงเหมือนเดิม เนื่องจากต้องอยู่ในภาวะให้นมลูกหลังคลอด และการนอนหลับร่วมเตียงเดียวกับลูก

สาเหตุง่วงมากผิดปกติจากปัจจัยสอง เช่น ภาวะ jet lag เวลาเดินทางไปต่างประเทศ ที่นิวยอร์กเที่ยงวัน แต่บ้านเราเที่ยงคืน เราก็ง่วงแน่นอน คนที่ทำงานเป็นกะ (shift work) หรือคนทำงานกลางคืน(night shift) ดังกล่าวข้างต้นเช่นกัน นาฬิกาชีวิตยู่ในโหมดหลับ แต่จำเป็นต้องตื่นเพราะภาระงาน แรงหลับมีมากแต่ก็ต้องตื่น เข้านอนและตื่นนอนไม่เป็นเวลา คนเหล่านี้ถ้าไม่ดูแลตัวเองให้ดี นอกเหนือจากนอนไม่พอง่วงมากแล้ว ต่อมาก็จะนอนไม่หลับ ต้องใช้ยานอนหลับ ปัญหาก็ยุ่งมากขึ้นไปอีก เพราะต้องกินยานอนหลับ อีกภาวะหนึ่งที่อยากกล่าวคือ โรคนาฬิกาชีวภาพเดินช้า (delay sleep phase syndrome) เกิดในเด็กวัยรุ่น จะนอนดึกมาก เช่น ตี 2 แต่ตื่น 10 โมงเช้า คือนาฬิกาชีวิตเดินช้าไป 4 ชั่วโมง คนปกติอาจนอน 4 ทุ่ม แล้วตื่น 6 โมงเช้า สภาวะนี้คล้ายกับสภาวะ Jet lag ที่เราเดินทางไปทิศตะวันออกเช่น ญี่ปุ่น นาฬิกาชีวิตของเราจะช้ากว่าเวลาจริงท้องถิ่น ถ้าตื่นตอน 6 โมงเช้าที่ญี่ปุ่น แต่นาฬิกาชีวิตของเราบอกว่าแค่ตี 4 เราจึงมีอาการง่วงนอน

สาเหตุสุดท้าย เกิดจากความผิดปกติของระบบประสาทที่ทำให้กลไกควบคุมผิดปกติ เช่น คนไข้ที่เคยได้รับอุบัติเหตุทางสมอง โรคหลอดเลือดสมอง เนื้องอกสมอง จะนอนมากกว่าปกติ นอกจากนี้ในทางการแพทย์มีโรคที่มีอาการง่วงมากผิดปกติอยู่ เช่น โรคลมหลับ (Nacrolepsy) และ Kleine-Levin syndrome

โรคลมหลับ (Narcolepsy) เป็นโรคที่แปลกมากๆ พบได้บ่อยมากตามทฤษฎี แต่บ้านเราไม่ค่อยรู้จัก โดยแพทย์แต่ละท่าน เชื่อว่าผู้ป่วยจะมีจำนวนมาก แต่ไม่ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง โรคพบได้ตั้งแต่เด็ก สาเหตุยังไม่ทราบแน่ชัด แต่น่าจะเป็นโรคที่เกิดจากภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง จะเริ่มเป็นภายหลังตั้งแต่เด็กวัยเรียนชั้นประถม หรือวัยรุ่น เด็กจะง่วงมากผิดปกติในตอนกลางวัน และหลับบ่อยมาก พอหลับก็ฝันทันที (early onset REM) เด็กง่วงมาก ทำให้เด็กหงุดหงิดง่าย อารมณ์แปรปรวน การเรียนแย่ลง อาจถูกพ่อแม่หรือครูบอกว่าเด็กขี้เกียจ มีปัญหาเรื่องการเรียน แต่เด็กกลุ่มนี้แม้ว่าง่วงมากตอนกลางวัน แต่พอให้นอนจริงตอนกลางคืน กลับนอนได้ไม่สนิท และกลับตื่นบ่อยมาก มีแขนขากระตุกขยับตลอดเวลา การนอนไม่ต่อเนื่องทำให้อดนอน นอกจากนี้ปัญหาอื่นๆ อีกสองประการที่สำคัญคือ จะมีประสาทหลอน (hallucination) ตอนเริ่มเข้านอนใหม่ๆ หรือตื่นนอนใหม่ๆ และถ้ามีอารมณ์ที่รุนแรง แปรปรวน เช่น ดีใจมากๆ ตกใจมากๆ ก็จะทำให้เด็กหมดเรี่ยวแรง อ่อนแรงแบบกะทันหัน (cataplexy) กล้ามเนื้อจะไม่มีแรงทันที เกิดจากเด็กฝันในเวลาตื่นครับ สมองของเด็กกลุ่มนี้จะผิดปกติ เซลล์ประสาทที่สร้างสารเคมีชื่อ hypocretin หรือ orexin จะตายไป ทำให้กลไกควบคุมหลับตื่นผิดปกติ จะมีลักษณะเปิดปิดกลับไปกลับมาได้ง่าย (flip-flop) คนปกติเมื่อตื่นก็ควรตื่น เมื่อหลับก็ควรหลับ แต่คนที่เป็นโรคนี้จะมีความฝันโผล่เข้ามาในขณะตื่นได้ง่าย คือ มี flip flop

อีกโรคคือ Kleine-Levin syndrome ซึ่งพบน้อยมาก แต่ก็เจอได้ เป็นโรคของวัยรุ่น คือจะนอนมากกว่าปกติมากๆ เช่น นอนติดต่อกันรวดเดียว 20 ชั่วโมงเลย อาการจะค่อยเป็นค่อยไป นอกจากนั้นนอนมากผิดปกติ กินจุมากผิดปกติในเวลาตื่นนอน ความผิดปกติจะเกิดขึ้นเป็นระยะๆ ไม่ต่อเนื่อง ในช่วงที่เกิดอาการจะกินจุ และน้ำหนักตัวจะเพิ่มขึ้นมากหลังกินอาหาร ลักษณะที่สามคือ มีความต้องการทางเพศสูงมาก และมีจินตนาการทางเพศสูงมาก

ง่วงนอนมากผิดปกติต้องพบแพทย์
ในคนที่ง่วงนอนมากผิดปกติ ต้องพบแพทย์แน่นอน ต้องหาสาเหตุ การซักประวัติ การตรวจร่างกายตามปกติอาจไม่เพียงพอ หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่คนที่มีอาการจะต้องนอนโรงพยาบาล การรักษาจะเฉพาะเจาะจงในแต่ละโรคแตกต่างเกินไป เช่น ถ้าหยุดหายใจขณะหลับนอนกรน อาจต้องผ่าตัดหรือใช้อุปกรณ์เครื่องพ่นอากาศขณะนอนหลับรายที่ไม่ทราบหรือพบสาเหตุอาจใช้ยากลุ่มเดียวกับยารักษาโรคสมาธิสั้นก็ได้ ในคนที่ง่วงนอนมาก ไม่ใช่ความเกียจคร้าน แต่เป็นความผิดปกติ

http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=distantangel&month=02-2013&date=03&group=24&gblog=29

วันจันทร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2556

กินผลไม้ให้ตรงตามกรุ๊ปเลือด

กินผลไม้ให้ตรงตามกรุ๊ปเลือด ทางเลือกใหม่ของการมีหุ่นสลิม  ผิวสวยใส 

ชวนคุณกินผลไม้ให้ตรงตามกรุ๊ปเลือด ชาร์จพลัง กายแข็งแรง จังหวะชีวิตที่เร่งรีบต้องก้าวไปให้ทันกับโลกที่ไม่ยอมหยุดหมุน การดูแลรักษาสุขภาพจึงต้องเป็นที่ง่าย ทำได้สะดวก ยิ่งเลือกอาหารรับประทานสักหน่อย สร้างสมดุลให้ระบบภายในร่างกายสักเล็กน้อย เช่นการรับประทานผลไม้ให้ถูกธาตุ ตรงตามกรุ๊ปเลือด ร่วมด้วยการทานอาหารเสริม ที่สามารถเสริมสารมวลกล้ามเนื้อ เร่งการเผาผลาญไขมัน ได้อย่างผลิตภัณฑ์ ออริเฟลม นูทรีเชค (Oriflame Nutrishake) จึงเป็นทางเลือกใหม่ของหนุ่มสาวยุคนี้ ที่ต้องการมีสุขภาพร่างกายที่ดี แถมยังพ่วงด้วยการมีรูปร่างที่สวยสมส่วน หุ่นเพรียวสลิมอีกด้วย

กรุ๊ปเลือดเอ

- คนเลือดกรุ๊ปนี้ส่วนใหญ่จะมีกรดในกระเพาะต่ำ ทำให้ระบบการย่อยไม่ค่อยดี ระบบ ภูมิคุ้มกันต่ำ มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ และมะเร็ง กรุ๊ปเอจึงถูกจัดเป็นกรุ๊ปมังสวิรัติ รับประทานผลไม้ได้ทุก อย่างยกเว้นแตงโม แคนตาลูป มะละกอ กล้วย ส้ม
- เมนูสำหรับกรุ๊ปเลือดมังสวิรัติ พีช คูลเลอร์ ที่นำผลพีชประมาณครึ่งผลมาฝานบาง ปั่นรวมกับ นูทรี เชค รสวานิลลา น้ำเย็น นมพร่องมันเนย และน้ำแข็งก้อน เหมาะแก่การจิบอย่างเพลิดเพลินในวันที่อากาศร้อนพร้อมมอบความสดชื่น ให้กระปรี้กระเปร่าตลอดวัน หรือสนุกกับสูตร แมงโก้ พาราไดซ์ นำน้ำมะม่วงสด กล้วยสุกครึ่งลูก น้ำแข็ง ปั่นรวมกับ นูทรี เชค รสสตรอเบอร์รี่ ตบท้ายด้วย สูตรเอเนอไจซิ่ง สลิมมิ่ง เชค กับ แอปเปิ้ล ดิลิเชียส ที่นำน้ำแอปเปิ้ลสด ผงอบเชย นมพร่องมันเนย ปั่นรวมกับ นูทรี เชค รสวานิลลา จนเนื้อเชคดูเนียนนุ่ม เสิร์ฟในแก้วทรงสูงพร้อม ตกแต่งด้วยเซเลอรี่

กรุ๊ปเลือดบี

- คนที่มีเลือดกรุ๊ปนี้จะอ้วนง่าย ส่วนใหญ่มีปัญหากับไวรัส และภูมิคุ้มกันบกพร่อง มักปวดตามข้อ และเป็นโรคแพ้ภูมิตัวเอง การกินผลไม้เพื่อรักษาสมดุลนั้นกินได้แทบทุกชนิด ยกเว้น ลูกพลับ ทับทิม และลูกแพร์
- ขอแนะนำเมนูเครื่องดื่ม แครอท คิก ที่นำโยเกิร์ตรสธรรมชาติ น้ำแครอท ผงกาแฟ ผงขิง มาปั่นรวมกันกับ นูทรี เชค รสวานิลลา เสิร์ฟโดยตกแต่งหน้าด้วยใบมินท์ และอัลมอนด์บดละเอียด

กรุ๊ปเลือดเอบี

- กรุ๊ปนี้เป็นการผสมผสานระหว่างกรุ๊ปเลือด A กับ B ดังนั้นวิธีการกินจึงต้องผสมผสานการกินมังสวิรัติกับการกินแบบกรุ๊ปบีอย่างละนิดอย่างละหน่อย คนที่มีเลือดกรุ๊ปนี้มีจุดอ่อนเรื่องสุขภาพอยู่ที่ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ และกรดในกระเพาะต่ำ ผลไม้ที่กินได้ดีเหมาะกับกรุ๊ปเลือดนี้ อาทิ องุ่น พลัม ตระกูลเบอร์รี่ สับปะรด ส้มโอ ฯลฯ เพราะช่วยสร้างความสมดุลของกรดในเนื้อเยื่อ หลีกเลี่ยงการกินกล้วย มะม่วง ฝรั่ง ส้ม
- เริ่มต้นด้วยเมนู สตรอเบอร์รี่ นัท เชค นำ นูทรี เชค รสสตรอเบอร์รี่ นมพร่องมันเนย ถั่วอัลมอนด์ น้ำแข็งก้อน มาปั่นรวมกัน แต่งหน้าให้ดูน่ารับประทานยิ่งขึ้นโดยการโรยถั่วอัลมอนด์บดละเอียด ได้คลายร้อน กับเครื่องดื่มเย็นชื่นใจ กับ โยเกิร์ต เบอร์รี่ จอย ที่นำ นูทรี เชค รสสตรอเบอร์รี่ มาปั่นรวมกับโยเกิร์ตรสธรรมชาติ ตกแต่งด้วยผลเบอร์รี่สด อาทิ บลูเบอร์รี่ สตรอเบอร์รี่ ราสเบอร์รี่ แบล็คเคอเรนท์ และสตรอเบอร์รี่ มูส เชค ที่นำนมถั่วเหลือง หรือ นมพร่องมันเนย น้ำส้มคั้น ปั่นรวมกันกับ นูทรี เชค รสสตรอเบอร์รี่ เสิร์ฟโดยตกแต่งหน้าด้วยดาร์กช็อคโกแลต และผลสตรอเบอร์รี่สด

กรุ๊ปเลือดโอ

- คนเลือดกรุ๊ปนี้ กระเพาะมีความเป็นกรดสูง สามารถย่อยอาหารจำพวกเนื้อได้ดีกว่า เลือดกรุ๊ปอื่น แต่ระบบการเผาผลาญมักไม่ค่อยดี ระดับฮอร์โมนไทรอยด์ไม่คงที่ จึงทำให้อ้วนง่าย การกินผลไม้ให้ดีต่อสุขภาพและไม่อ้วนจึงกินได้แทบทุกชนิดโดยเฉพาะตระกูลเกรพฟรุ้ต ตระกูลเบอร์รี่ ยกเว้นแบล็คเบอร์รี่ จะช่วยเรื่องการลดน้ำหนัก ควรเลี่ยงแคนตาลูป มะพร้าว และส้มเพราะมีกรดสูงเกินไป
- เครื่องดื่มที่เหมาะสำหรับเลือดกร๊ปโอ คือ ทรอปิคอล บรีซ ที่นำ นูทรี เชค รสสตรอเบอร์รี่ มาปั่นรวมกันกับน้ำสับปะรดน้ำมะม่วง และวอลนัต 2 ลูก และมาชาร์จพลังงานยิ่งขึ้นกับเมนู พาวเวอร์-อัพ กีวี่ โดยนำกีวี่ 1 ลูก เมล็ดเฟล็กซีด นมพร่องมันเนย มาปั่นรวมกันกับ นูทรี เชค รสวานิลลา และบานาน่า ซันไรส์ ที่นำกล้วยครึ่งลูก น้ำมะนาว นมพร่องมันเนย มาปั่นรวมกับ นูทรี เชค รสสตรอเบอร์รี่

เพียงแค่คุณเข้าใจกับร่างกาย และใส่ใจกับอาหารการกินสักนิด ก็จะส่งผลให้คุณมีผิวสวย สดใส สุขภาพดีได้ไม่ยาก

http://www.stock2morrow.com/showthread.php?t=37607&page=1

3 สมุนไพรต้านอนุมูลอิสระ

>>"ยอ/ ฟ้าทะลายโจร/ หญ้าปักกิ่ง" 3 สมุนไพรต้านอนุมูลอิสระ<<

-- ยอ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Morinda citrifolia L.
เป็นพืชพื้นเมืองในแถบโพลีเนเซียตอนใต้ แล้วแพร่กระจายไปยังบริเวณอื่นๆ ภาษามาเลย์เรียกเมอกาดู ในหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกเรียกโนนู เป็นไม้ยืนต้น ต้นสี่เหลี่ยม เปลือกต้นเรียบ ใบสีเขียวเข้ม ดอกออกเป็นช่อที่ซอกใบ ฐานดอกติดกันแน่นเป็นทรงกลม ผลทรงยาวรี เมื่ออ่อนสีเขียว พอสุกเปลี่ยนเป็นสีขาวนวล เนื้อนุ่ม รสเผ็ด กลิ่นแรง มีเมล็ดจำนวนมาก สีน้ำตาลเข้ม

-- "ยอ" มีสรรพคุณ กระตุ้นการทำงานของเซลล์ในระบบภูมิต้านทาน แก้หอบหืด และภูมิแพ้ แก้ปวดเมื่อย ลดการอักเสบ บรรเทาภาวะเลือดลมไม่ปรกติของสตรีวัยทอง ช่วยระบายท้อง ต้านอาเจียน การแพทย์แผนโบราณใช้รักษาเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขข้อ อักเสบ บาดแผลฟกช้ำ โรคผิวหนัง ช่วยย่อยและเจริญอาหาร

-- มีงานวิจัยพบว่าสารสกัดยอมีผลเพิ่มภูมิคุ้มกัน ลดความดันโลหิต ลดน้ำตาลในเลือด ลดโคเลสเตอรอล ต้านมะเร็ง ต้านอนุมูลอิสระ และมีสารสำคัญคือ สโคโปเลติน (Scopoletin) สามารถลดการอักเสบของหลอดอาหารจากภาวะกรดไหลย้อนได้ผลใกล้เคียงกับยามาตรฐานที่ใช้ในการรักษาเนื่องจากมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้าน การหลั่งของกรด ต้านการเกิดแผล และทำให้การบีบตัวของระบบทางเดินอาหารดีขึ้น โดยมีผลต่อระบบประสาทที่เกี่ยวข้องโดยตรง

-- การรับประทานยอเพื่อเพิ่มภูมิต้านทาน กระตุ้นเซลล์เม็ดเลือดขาวให้ต่อต้านเชื้อโรค ต้านอนุมูลอิสระ ให้รับประทานแคปซูลยอครั้งละ 2-4 แคปซูล วันละ 3 ครั้ง หลังอาหาร หรือรับประทานน้ำลูกยอ 2 ช้อนโต๊ะ วันละ 3 ครั้ง หลังอาหาร แต่เนื่องจากผลยอมีโพแทสเซียมสูงใกล้ เคียงกับกล้วยและมะเขือเทศ ดังนั้น ผู้ป่วยที่มีการทำงานของไตบกพร่อง จึงควรหลีกเลี่ยง

-- "ฟ้าทะลายโจร" เป็นสมุนไพรอีกชนิดที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกาย และถูกบรรจุในบัญชียาหลักแห่งชาติของ ไทย ใช้บรรเทาอาการของโรคหวัด (Common cold) เช่น เจ็บคอ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ น้ำมูกไหล และ บรรเทาอาการท้องเสียไม่ติดเชื้อ ฟ้าทะลายโจรมีการใช้เพื่อการป้องกันหวัดมาอย่างยาวนานในประเทศจีน และมีรายงานการวิจัยว่าฟ้า ทะลายโจรช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ได้ทั้งแบบการสร้างแอนติบอดี (Antibody) เพื่อต่อต้านสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในร่างกาย และการกระตุ้นให้เม็ดเลือดขาวชนิดแมคโคฟาจ (Macrophage) ให้จับกินเชื้อโรคได้ดีขึ้น

-- "หญ้าปักกิ่ง" นอกจากจะเป็นสมุนไพรที่มีแนวโน้มที่จะเป็นประโยชน์ต่อการรักษามะเร็ง และลดผลข้างเคียงจากการใช้เคมีบำบัดหรือรังสีบำบัดในผู้ป่วยมะเร็ง แล้ว ยังมีฤทธิ์ในการช่วยเพิ่มภูมิคุ้ม กันของร่างกาย รักษาอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจและกำจัดพิษ โดยมีงานวิจัยพบว่าน้ำคั้นหญ้าปักกิ่งมีสารกลุ่มกลัยโคสฟิงโกไลปิดส์ (Glycosphingolipids) ที่แสดงฤทธิ์ในการต้านมะเร็ง โดยฤทธิ์ที่เกี่ยวข้องมี 2 แบบคือ สารสำคัญจากหญ้าปักกิ่งมีผลฆ่าเซลล์มะเร็งได้โดยตรงและฤทธิ์ทางอ้อม โดยกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดขาวในร่างกายช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันร่างกาย และมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ

จากฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกันของหญ้าปักกิ่งนี้จึงมีการนำมาใช้เป็นยาร่วมในการรักษาโรคมะเร็ง ยับยั้งการแพร่กระจายของมะเร็งและการกลับมาเป็นซ้ำ อีกทั้งยังช่วยลดผลข้างเคียงจากการฉายรังสี และเคมีบำบัดได้ค่อนข้างชัดเจน เช่น อาการคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร แผลในปาก ปากแห้ง อ่อน เพลีย ปวดข้อและกล้ามเนื้อ ท้องเสีย ท้องผูก ผมร่วง ซึ่งช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับผู้ป่วยได้เป็นอย่างมาก

"อย่างไรก็ตาม การใช้พืชสมุนไพรเหล่านี้ในผู้ป่วยมะเร็งยังจำเป็นต้องอยู่ภายใต้การควบคุมดูแล ของแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้วย เพื่อ ให้มีประสิทธิภาพและได้รับความปลอดภัยสูงสุด



ที่มา: หนังสือพิมพ์โลกวันนี้
by หมอไทยใจดี พท.ทางสายกลาง

เมนูอาหารที่ไม่ควรทาน

***เมนูอาหารที่ไม่ควรทานเพราะว่า...***

แฮมเบอร์เกอร์
เนื่องจากแฮมเบอร์เกอร์ทำมาจากเนื้อส่วนที่เหลือที่แย่ที่สุดจากโรงฆ่าสัตว์ เนื้อส่วนใดที่ขายเป็นส่วนของมันไม่ได้แล้วจะกองอยู่ที่พื้น และนำมาบดทำเป็นเบอร์เกอร์ รวมทั้งกีบ กระดูก จมูก หูและส่วนอื่นๆของมัน เพราะว่าเบอร์เกอร์ทั้งหมดทำมาจากสัตว์ จึงสามารถขึ้นป้ายว่า เนื้อวัวแท้ (Pure beef)แฮมเบอร์เกอร์ทั้งหมดจะใส่สารปรุงรส (MSG=Monosodium Glutamate) ทำให้ปวดศีรษะและเกิดอาการแพ้ MSG เป็นสารเคมีที่ห้องปฏิบัติการทดลองใช้ช่วยทำให้สัตว์อ้วนขึ้น และท้ายที่สุดก็ทำให้ท่านอ้วนขึ้นด้วย อุตสาหกรรมปศุสัตว์ เป็นผู้ใช้ยาปฏิชีวนะมากที่สุดในโลก เพื่อใช้ในการหักล้างแบคทีเรียที่เป็นอันตรายในเนื้อ

ฮอทด็อก
ที่สำคัญฮอทด็อกทำมาจากเนื้อส่วนที่เหลือที่แย่ที่สุดจากโรงฆ่าสัตว์เช่นกัน เนื้อส่วนใดที่ขายเป็นส่วนของมันไม่ได้แล้วจะกองอยู่ที่พื้น และนำมาบดทำเป็นเบอร์เกอร์ รวมทั้งกีบ กระดูก จมูก สันจมูก หู เล็บและส่วนอื่นๆของมัน เพราะว่าฮอทด็อกทั้งหมดทำมาจากสัตว์ จึงสามารถขึ้นป้ายว่า เนื้อวัวแท้ (Pure beef) หรือ ทำจากไก่งวงแท้ 100%

เฟรนช์ฟราย
เฟรนช์ฟรายเป็นอาหารที่มีความเป็นพิษสูง การทอดเฟร้นช์ฟรายจะทอดกันที่อุณหภูมิสูง ทำให้มีสารเคมีอะคริลิไมด์(Acrylimides) ออกมา ซึ่งรู้จักกันดีว่า เป็นสารก่อโรคมะเร็งและทำลายประสาท

คุกกี้
สิ่งที่เด่นชัดมากก็คือ ส่วนของน้ำตาลมีอยู่สูงถึง 23 กรัมเลยทีเดียว ช็อกโกเล็ตนั้นเป็นสารอาหารรายการสุดท้าย นั่นหมายความว่า มีช็อคโกเล็ตประกอบอยู่น้อยมาก น้ำตาลปริมาณสูง ทำให้ผิวหนังเ่หี่ยวย่นและเกิดริ้วรอยได้เร็วยิ่งขึ้น

พิซซ่า
สำหรับพิซซ่าในเชิงทางการค้าจะประกอบไปด้วยอาหารที่มาจากการตัดแต่งทางพันธุ์กรรม 5 ชนิด
- แป้งที่ผ่านการปรุงแต่งให้ขาวที่ได้ทำการฟอกสี ทำให้วิตามินและเกลือแร่ออกไปแล้ว แต่ได้ทำการเติมเกลือแร่สังเคราะห์ตามจำนวนโมเลกุลที่มันเคยมีอยู่เข้าไปใหม่
- เนยแท้ (cheese) เพียง 10% เท่านั้น
- ซอสมะเขือเทศ ทำด้วยสารที่คล้ายมะเขือเทศที่สร้างยาฆ่าแมลงของมันขึ้นมาได้เอง ในร่างกายของท่าน
- แป้งสาลีที่นำมาใช้เป็นแป้งชนิดที่มีการตัดแต่งทางพันธุ์กรรม
- มีน้ำมันฝ้ายประกอบอยู่ด้วย ฝ้ายไม่ได้จัดเป็นพืชพวกอาหาร มันผ่านการสเปรย์ด้วยยาฆ่าแมลงที่ชาวไร่ใช้

น้ำอัดลม
มีสารตัวสำคัญที่มีอยู่ในโค้กก็คือกรดกำมะถัน (Phosphoric acid) ในด้านความเป็นกรดด่าง มันมีความเป็นกรดอยู่สูงมากพอที่จะละลายตะปูได้ภายใน 4 วันกรดที่สะสมอยู่ในร่างกาย ทำให้ยากที่จะทำให้น้ำหนักตัวลดลงได้

ชิ้นไก่เนี้อนุ่มไม่มีกระดูก
ไก่ไม่มีกระดูกทำมาจากชิ้นส่วนของไก่ที่ไม่ใช้แล้ว น้อยมากที่จะทำมาจากเนื้อขาวจริงๆการรับประทานต่อครั้งโดยทั่วไป จะให้พลังงาน 340 แคลอรี่ 50% เป็นไขมันมีแป้งขนมปังผสมอยู่มาก จึงมีคาร์โบไฮเดรตอยู่สูง มีการเติมสารปรุงรส (MSG=Monosodium Glutamate) ทำให้ปวดศีรษะ

ไอศครีม
ขนมหวานนี้มีไขมันอยู่สูงมาก (ขนาดปกติ 4 ออนซ์) มีไขมันเกินกว่า 50% ของไขมันที่แนะนำให้บริโภคต่อครั้งต่อวันมีคาร์โบไฮเดรตอยู่มาก เกือบ 40% ของคาร์โบไฮเดรตที่แนะนำให้บริโภคต่อครั้งต่อวันมีน้ำตาลอยู่มาก ทำให้มีความกระหายน้ำตาลมากยิ่งขึ้น เป็นสาเหตุทำให้ผิวหนังเ่หี่ยวย่น

โดนัท
ตามปกติโดยเฉลี่ยแล้ว จะให้พลังงานประมาณ 300 แคลอรี่ ในโดนัทหนึ่งชิ้นมีแป้งคาร์โบไฮเดรตอยู่มากกว่า 50% ของที่แนะนำให้บริโภคต่อครั้งต่อวัน มีเกลือโซเดียมอยู่สูงมาก ทำให้ร่างกายขาดน้ำได้

โปเตโต้ชิพ อาหารขบเคี้ยว
สำหรับการทอดโปเตโต้ชิพจะทอดกันที่อุณหภูมิสูงทำให้มีสารเคมีอะคริลิไมด์ (Acrylimides) ออกมา ซึ่งรู้จักกันดีว่า เป็นสารก่อโรคมะเร็งและทำลายประสาท กินมันฝรั่งทอดเพียงวันละ 1 ถุง เท่ากับซดน้ำมันพืชปีละ 5 ลิตรเชียวนะ

ที่มา : women.mthai.com/by สาระแห่งสุขภาพ